โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง

“การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 4"

(คำวินิจฉัยที่ 1/2546 ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546 รวม 52 เรื่อง)

                                                                                        วิรัช วิรัชนิภาวรรณ

                        (หากมีส่วนใดของบทความไม่ชัดเจน ติดต่อขอรับฟรี ได้ทาง

                            email: wiruch@wiruch.com หรือ wirmail@wiruch.com)

1. บทนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็น
องค์กรสำคัญองค์กรหนึ่งของกระบวนการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดย
หน่วยงานและประชาชนอาศัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งสูงสุดเพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองสิทธิ
เสรีภาพของตนเองรวมทั้งการปฏิรูปการเมืองของไทย เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็น
เด็ดขาด มีผลผูกพันคู่กรณี และทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอื่นของรัฐ ความสำคัญและความจำเป็นของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยยิ่งเพิ่มมากขึ้น ๆ เมื่อ
ประชาชนและหน่วยงานได้ใช้สิทธิของตนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อศาล

รัฐธรรมนูญ ทำให้มีคำร้อง ปัญหา หรือข้อพิพาทมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น รวมตลอดทั้งมีบุคคลหลายสาขาอาชีพปรารถนาที่จะผ่านกระบวนการสรรหาเพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหล่านี้ มีส่วนทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มว่าจะได้รับความสนใจจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย เช่น นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปศึกษา แปล หรือวิเคราะห์วิจารณ์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้มีการแปลคำวินิจฉัยเป็นภาษาต่างประเทศ และเผยแพร่ทางระบบเครือข่ายระหว่างประเทศหรืออินเตอร์เน็ท (international network)

ด้วยความสำคัญดังกล่าวนำมาสู่โครงการศึกษาวิจัยนี้ เริ่มจากในช่วงปี 2544-2545 เป็นเวลา 1 ปีเต็มที่คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1 (จัดพิมพ์ปี 2545)"  ซึ่งประกอบด้วยคำวินิจฉัยปี 2541-2543 ช่วงแรก หรือตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2541 ถึง คำวินิจฉัยที่ 31/2543 รวม 101 เรื่อง ทั้งหมดนี้ได้จัดพิมพ์ไว้ในเล่มเดียว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิอาเซีย และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน คณะผู้ศึกษาวิจัยยังได้รับทุนและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทำวิจัยเรื่องเดียวกันนี้อีก โดยในช่วงปี 2545-2546 คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 2 (จัดพิมพ์ปี 2546) ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันและจัดพิมพ์ไว้ใน 4 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 32/2543 ถึง คำวินิจฉัยที่ 51/2544 รวม 84 เรื่อง ต่อมาในช่วงปี 2546-2547 คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 3 (จัดพิมพ์ปี 2547) ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันและจัดพิมพ์ไว้ใน 3 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2545 ถึง คำวินิจฉัยที่ 64/2545 รวม 64 เรื่อง

จนกระทั่งในช่วงปี 2547-2548 นี้ คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 (จัดพิมพ์ในปี 2548) ต่ออีก และจะจัดพิมพ์ไว้ใน 3 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2546 ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546 รวม 52 เรื่อง

2. วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด และระเบียบวิธีศึกษา

แบ่งย่อยเป็น 3 หัวข้อ ตามลำดับ

2.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ได้กำหนดไว้ในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 กล่าวคือ (1) วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 ทุกเรื่อง (2) วิเคราะห์ภูมิหลังของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3) เสนอแนะผลการศึกษาวิจัยที่สามารถใช้เสริมหรือช่วยพัฒนาศาลรัฐธรรมนูญ (4) จัดทำตารางสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 รวม 52 เรื่อง เพื่อใช้ค้นคว้าอ้างอิงทาง
วิชาการ และให้ต่อเนื่องกับการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ มีส่วนที่เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง (1) พิสูจน์สมมติฐานเดิม
 และยังพิสูจน์สมมติฐานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งสิ้น 5 ข้อ (2) จัดทำตารางคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 เฉพาะประเด็นสำคัญหรือประเด็นหลัก (3) นำคำวินิจฉัยและข้อมูลตัวเลขที่สำคัญตั้งแต่คำวินิจฉัย ปี
2541-2546 มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน จำนวน 11 ประเด็น และ (3) จัดทำตารางดัชนีสรุป
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 รวม 52 เรื่อง เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าและใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ รวมทั้งเพื่อให้ต่อเนื่องกับการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนึ่ง ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งเน้นกฎหมายมหาชน สอง สร้าง
องค์ความรู้ ระบบความคิด แนวทางหรือวิธีการใหม่ทางวิชาการ ซึ่งรวมทั้งระบบควบคุมตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญ เช่น แสดงให้เห็นถึงคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนอย่างเป็นระบบโดยยึดประเด็นหลักของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงแนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคล
คำวินิจฉัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยของตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญทุกคน คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ระยะเวลาที่ศาล
รัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาหรือคำร้องแต่ละเรื่อง และคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน เป็นต้น สาม
 นำข้อมูลจากการวิจัยเอกสารมาตรวจสอบ หรือวิจัยซ้ำประเด็นเดิมเพื่อยืนยันหรือ
คัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยวิธีการนำข้อมูลตัวเลขตั้งแต่ปี 2541-2546 มาพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า
(1) โครงสร้างหรือองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาและมีจำนวนแตกต่างกัน ย่อมทำให้ทิศทางของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกลุ่มข้างมาก (2) ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (3) คำวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ (4) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายบริหาร และ (5) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยต่อ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 สี่ ผสมผสานความรู้ทั้ง 3 ด้านดังกล่าวเข้าด้วยกันในลักษณะของการศึกษาวิจัยในเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เช่น กำหนดกรอบแนวคิด จัดกลุ่ม พร้อมเหตุผล และนำเสนอข้อมูลตัวเลขในตารางอย่างสอดคล้องกันเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงทางวิชาการ ห้า มีส่วนช่วยปูพื้นฐานแนวคิดและการลงมือปฏิบัติในการศึกษาวิจัยการปฏิบัติงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หก มีส่วนช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้ประชาชนนอกจากนี้ ยังเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่น มีส่วนช่วยให้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมคำร้องได้ตรงประเด็นและชัดเจนเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ช่วยให้ทราบแนวทางการพิจารณาวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยให้หน่วยงานควบคุมตรวจสอบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา และคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นำข้อมูลหรือผลการศึกษาวิจัยนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานตามกระบวนการควบคุมตรวจสอบของตน เป็นต้น

2.2 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีกรอบแนวคิดสำคัญที่เชื่อว่า การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ควบคู่กับการวิเคราะห์ปรัชญาและแนวคิดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ทั้ง 2 ส่วนนี้ถือว่าเป็น “เหตุ” ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดหรือพยากรณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และ/หรือ คำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนนั้นในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งถือว่าเป็น “ผล” อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและหน่วยงานทั้งในทางวิชาการและในทางปฏิบัติ

2.3 โครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ มีระเบียบวิธีศึกษาวิจัย (research methodology) ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเอกสาร หรือนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง (fact) จากเอกสาร เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาวิเคราะห์ การศึกษาวิจัยตลอดโครงการครั้งนี้ใช้เวลา 12 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึง 31 มีนาคม 2548 โครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ จะได้นำเสนอในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อไป และหลังจากนั้นจะจัดพิมพ์ผลการสัมมนาไว้ในเล่มต่อไป

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ในที่นี้จึงเรียก “คำวินิจฉัยกลาง หรือคำวินิจฉัยรวมของศาล
รัฐธรรมนูญ” ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” พร้อมกับเรียก “คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน” ว่า “คำวินิจฉัยส่วนบุคคล”

3. เนื้อหาสาระสำคัญ

ได้จัดแบ่งให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ขอบเขต และสมมติฐานของการศึกษาวิจัยครั้งนี้โดยแบ่งเป็น 4 ข้อ ดังนี้ (1)  การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 จำนวน 52 เรื่อง (2) การวิเคราะห์ภูมิหลังของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3)การพิสูจน์สมมติฐานของการศึกษาวิจัย และ (4) การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัยและข้อมูล
ตัวเลขที่สำคัญ ปี 2541-2546

3.1 การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญ ปี 2546 จำนวน 52 เรื่อง

3.1.1 จำนวนคำวินิจฉัยที่นำมาศึกษาและวิเคราะห์  ล้วนเป็นคำวินิจฉัยที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เฉพาะปี 2546 มีจำนวนรวม 795 เรื่อง แบ่งเป็น คำวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญ จำนวน 52 เรื่อง และคำวินิจฉัยส่วนบุคคล จำนวน 743 เรื่อง

3.1.2 ประเภทของผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในจำนวนคำวินิจฉัย 52 เรื่องของปี 2546 ศาล เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด คือ จำนวน 21 เรื่อง (ร้อยละ 40.4) รองลงมา เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่น
คำร้อง จำนวน 11 เรื่อง (ร้อยละ 21.1) เป็นต้น

3.1.3 มาตราที่ผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย  จากจำนวน
คำวินิจฉัย 52 เรื่อง มาตราที่ผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุด คือ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264
 มีจำนวน 21 เรื่อง (ร้อยละ 40.1) มาตรานี้เป็นกรณีเมื่อเกิดการโต้แย้งขึ้นให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยรองลงมา เช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีจำนวน 12 เรื่อง (ร้อยละ 23.1) เป็นต้น

3.1.4  จำนวนประเด็นหลักของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นหลักของ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายถึงประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นประเด็นที่องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ร่วมกันกำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำไปใช้ในการพิจารณาวินิจฉัย และคณะผู้ศึกษาวิจัยได้นำมาศึกษาและวิเคราะห์ ประเด็นหลักนั้นอาจมีประเด็นเดียวหรือหลายประเด็นก็ได้ สำหรับคำวินิจฉัยปี 2546 จำนวน 52 เรื่องนั้น มี 1 ประเด็นหลักมากที่สุด จำนวน 39 เรื่อง (ร้อยละ 75.0) รองลงมา มี 2 ประเด็นหลัก จำนวน 6 เรื่อง (ร้อยละ 11.5)

3.1.5 ประเภทของปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นปัญหาการ
ตรวจสอบกฎหมายมีมากที่สุด
มีจำนวน 26 เรื่อง (ร้อยละ 50.0) รองลงมา คือ ปัญหาองค์กรหรือพรรคการเมือง มีจำนวน 12 เรื่อง (ร้อยละ 23.1) เป็นต้น

3.1.6 แนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คะแนนเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะส่วนที่ “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” และ “ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

 

 

(โดยไม่รวม “อื่น ๆ”) มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและยังแสดงให้เห็นแนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญมีดังนี้

1) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย" (เช่น กฎหมายหรือร่างกฎหมายที่พิจารณาวินิจฉัยนั้นไม่ขัดหรือแย้งต่อ
รัฐธรรมนูญ) คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 8.2 : 1

2) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 6.4 : 1

3) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาบุคคลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญน้อยกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 1 : 2.9

4) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาองค์กร หรือพรรคการเมือง" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 4.6 : 1

3.1.7 คำวินิจฉัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมด 17 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปี 2546 จำนวน 52 เรื่อง มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งครบทั้ง 52 เรื่อง
 จำนวน 10 คน โดยกลุ่มที่มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 2 คน ได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ และนายผัน จันทรปาน มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด (ร้อยละ 82.7) รองลงมาตามลำดับ ได้แก่ กลุ่มที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์จำนวน 2 คน ได้แก่ นายจิระ บุญพจนสุนทร และนายศักดิ์
เตชาชาญ (ร้อยละ 76.9) และกลุ่มที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา จำนวน 5 คน  (ร้อยละ 73.1)

ผลการวิจัยเอกสารส่วนนี้แสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละกลุ่มมีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในจำนวนเท่าใดเท่านั้นโดยไม่อาจแสดงถึงสาเหตุที่ทำให้คำวินิจฉัยของแต่ละกลุ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ไม่อาจบอกได้ว่า มีสาเหตุมาจาก (1) การมีเหตุผลเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันหรือ (2) การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
มีที่มาจากแหล่งเดียวกันหรือมาจากความเชี่ยวชาญสาขาเดียวกัน เป็นต้น

3.1.8 การแสดงจุดยืนของคำวินิจฉัยส่วนบุคคล จากการวิจัยเอกสารทำให้พบการแสดงจุดยืนของคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่แตกต่างจากฝ่ายเสียงข้างมาก กล่าวคือ ในบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 17 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปี
2546 และมีจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งครบทั้ง 52 เรื่อง
 นั้น มีเพียง 1 คน ได้แก่ นายสุจิต บุญบงการ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ ได้แสดงจุดยืนในคำวินิจฉัยส่วนบุคคลโดยมีคำวินิจฉัยต่อปัญหาการตรวจสอบกฎหมายที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามจาก
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ โดยมีคำวินิจฉัยในลักษณะที่มีคำวินิจฉัยว่า "ไม่ชอบด้วย
รัฐธรรมนูญ" เป็นจำนวนมากที่สุด
โดยมีอัตราส่วนคำวินิจฉัยว่า “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ : ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
” เท่ากับ 20 : 5 ในขณะที่อัตราส่วนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่น เช่น จำนวน 5 คน ได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายผัน จันทรปาน นายสุวิทย์
ธีรพงษ์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง มีอัตราส่วนคำวินิจฉัย 24 : 2 เท่ากัน เป็นต้น

3.1.9 คำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับฝ่ายเสียงข้างมาก เป็นการศึกษาวิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนและแต่ละเรื่องได้วินิจฉัยหรือออกเสียงอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก หรือฝ่ายเสียงข้างน้อยและอื่น ๆ เช่น ยกคำร้อง ข้อมูลจากการวิจัยเอกสารในส่วนนี้ อย่างน้อยจะมีส่วนช่วยทำให้เห็นแนวทางหรือทิศทางคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนว่าอยู่กับฝ่ายเสียงข้างมากหรือฝ่ายเสียงข้างน้อยมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่า ในบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปี 2546และมีจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งครบทั้ง 52 เรื่อง จำนวน 10 คน นั้น
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยหรือออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก "มากที่สุด" ได้แก่นายกระมล ทองธรรมชาติ มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีจำนวนครบทั้ง 52 เรื่อง
(ร้อยละ 100.0) รองลงมา เช่น นายผัน จันทรปาน มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีจำนวน 51 เรื่อง (ร้อยละ 98.1) และนายมงคล สระฏัน มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา มีจำนวน 50 เรื่อง (ร้อยละ 96.1) สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้วินิจฉัยหรือออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก น้อยที่สุด มี 2 คน ได้แก่ นายจุมพล ณ สงขลา และนายปรีชา เฉลิมวณิชย์ ที่ล้วนมาจาก
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา มีจำนวน 41 เรื่อง (ร้อยละ 78.8)

3.1.10 การเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย ผลจากการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2546 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน ได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด นายมงคล สระฏัน มาจาก ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยมาก
ที่สุด
 โดยเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยครบทั้ง 52 เรื่อง รองลงมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 1 เรื่อง มี 2 คน ได้แก่ นายผัน จันทรปาน มาจากตุลาการในศาล
ปกครองสูงสุด และนายสุจิต บุญบงการปรีชา มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์

ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุด คือ นายอมร รักษาสัตย์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ โดยไม่ได้เข้าร่วมจำนวน 15 เรื่อง (จากจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งทั้งหมด 49 เรื่อง ในปี 2546 ก่อนพ้นจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์) เหตุผลสำคัญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย คือ ป่วย สำหรับคำวินิจฉัยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 44/2546 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2546) ประธานรัฐสภา กับ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยนี้เป็นปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 6 คน
รองลงมา คือ คำวินิจฉัยที่ 6, 7, 19/2546 มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 3 คนเท่ากัน

เหตุผลของการไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนในแต่ละเรื่อง คณะผู้ศึกษาวิจัยไม่อาจนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์  แต่โดยทั่วไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดประชุมหรือไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยเรื่องใด จะแจ้งต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญพร้อมเหตุผล แต่ข้อมูลดังกล่าวที่เป็นทางการไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้ได้ข้อมูลหรือเหตุผลเกี่ยวกับการไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ การศึกษาจากรายงานการประชุม รวมทั้งการสัมภาษณ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน

3.1.11 คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ในคำวินิจฉัย 52 เรื่อง คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  ได้แก่ มติเป็น
เอกฉันท์ และมติไม่เป็นเอกฉันท์ สำหรับความหมายโดยทั่วไปของ "มติเป็นเอกฉันท์" หมายถึง
ทุกคนเห็นตรงกัน หรือเห็นพ้องต้องกันหมด ส่วน "มติไม่เป็นเอกฉันท์" หมายถึง เห็นไม่ตรงกัน หรือมีความเห็น แต่ "มติเป็นเอกฉันท์" ในที่นี้การศึกษาวิจัยครั้งนี้ หมายถึง คะแนนเสียงหรือ
คำวินิจฉัยท้ายสุดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกัน หรือเป็นไปในทำนองเดียวกันทุกคน กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนจะมีมุมมองหรือความเห็นต่อประเด็นหลักแต่ละประเด็นที่แตกต่างกันก็ตาม แต่สุดท้ายเมื่อผลของคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกัน หรือเป็นไปในทำนองเดียวกันทุกคน เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นลักษณะของ "มติเป็นเอกฉันท์" มีตัวอย่างให้เห็นได้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ คำวินิจฉัยที่ 1/2541 (วันที่ 23 พฤษภาคม 2541) ส.ส. 90 คน กับ พระราชกำหนดจำนวน 4 ฉบับ และคำวินิจฉัยที่ 6/2545 (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545) นายประเสริฐ นาสกุล กับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530

ผลการศึกษาและวิเคราะห์ปรากฏว่า ในปี 2546 คะแนนเสียงขององค์คณะของ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 52 เรื่องนั้น แบ่งเป็น มติเป็นเอกฉันท์ 29
 เรื่อง (ร้อยละ 55.8) และมติไม่เป็นเอกฉันท์ 23 เรื่อง (ร้อยละ 44.2) เป็นที่
น่าสังเกตว่า เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏว่า มีคะแนนเสียงเท่ากัน 

3.1.12 ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาแต่ละเรื่อง ในปี 2546 ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาจนแล้วเสร็จมากที่สุด คือ 12 เดือนขึ้นไป มีจำนวน 28 เรื่อง (ร้อยละ 53.9) รองลงมา เช่น 1-2 เดือน มีจำนวน 5 เรื่อง
(ร้อยละ 9.6) เป็นต้น ส่วนคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยน้อยที่สุด มี 1 เรื่อง ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 32/2546 (วันที่ 22 กันยายน 2546) สมาชิกสภาผูแทนราษฎร กับ การพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายฯ ใช้เวลาเพียง 6 วัน คำวินิจฉัยที่ใช้เวลาน้อยรองลงมา คือ 1-2 เดือน มี 5 เรื่อง เช่น คำวินิจฉัยที่ 19/2546 (วันที่ 22 พฤษภาคม 2546) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กับ อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 เดือน 4 วัน เป็นต้น

ส่วนคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุด มี 2 เรื่อง คือ คำวินิจฉัยที่ 40-41/2546 (วันที่ 16 ตุลาคม 2546) นายไมเคิล ชาร์ส เมสคอล กับพวก กับ
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ใช้เวลา 2 ปี 22 วัน รองลงมา คือ คำวินิจฉัยที่ 33/2546 (วันที่ 30 กันยายน 2546) คณะกรรมการ ป.ป.ช. กับ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติฯ ใช้เวลา 2 ปี 13 วัน

3.1.13  ระยะเวลาระหว่างวันประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับวันประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อศึกษาระยะเวลาระหว่างวันประกาศ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับวันประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษาในปี 2546 จำนวน 52 เรื่อง พบว่า คำวินิจฉัยส่วนใหญ่ จำนวน 43 เรื่อง (ร้อยละ 82.7) ใช้เวลา 6-9 เดือน คำวินิจฉัยที่เหลือจำนวน 9 เรื่อง (ร้อยละ 17.3) ใช้เวลา 9-12 เดือน ส่วนคำวินิจฉัยที่ใช้เวลาวินิจฉัยน้อย
ที่สุด
มี 1 เรื่อง คือ คำวินิจฉัยที่ 30/2546 (วันที่ 28 สิงหาคม 2546) นายมนสันต์ มฤคทัต กับ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ ใช้เวลา 6 เดือน 15 วัน
สำหรับคำวินิจฉัยที่ใช้เวลาวินิจฉัยมากที่สุด คือ คำวินิจฉัยที่ 3/2546 (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546) นางจีรวรรณ ตรีภัทรรังษิกุล กับ พระราชบัญญัติ ประกันสังคมฯ ใช้เวลา 10 เดือน 2 วัน

3.1.14 คำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน หมายถึง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นคำวินิจฉัยเริ่มแรกในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  โดยมีลักษณะเป็นแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ  คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2545 จำนวน 52 เรื่อง แบ่งเป็น คำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน (เฉพาะประเด็นสำคัญหรือประเด็นหลัก) จำนวน 28 เรื่อง (ร้อยละ 53.9) และคำวินิจฉัยที่ไม่ได้วางบรรทัดฐาน จำนวน 24 เรื่อง (ร้อยละ 46.1)

3.2 การวิเคราะห์ภูมิหลังของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ในจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 17 คน ที่ดำรงตำแหน่งในปี 2546 นั้น เป็นหญิง 1 คน ที่เหลือเป็นชาย และทุกคนแต่งงานแล้ว อายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2547 พบว่า มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อายุต่ำกว่า 60 ปี จำนวน 1 คน, อายุ 60-65 ปี จำนวน 10 คน, และอายุ 66-70 ปี จำนวน 6 คน

ในส่วนของการศึกษา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 17 คน (1) ล้วนสำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยบางคนสำเร็จ 2 ปริญญา หรือ 3 ปริญญา (2) มี 8 คน สำเร็จ
เนติบัณฑิตไทย (นบ.ท.) (3) มี 6 คน สำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดระดับปริญญาโท และ (4) มี 4 คน สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาเอก

สำหรับประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการ (1) มี 2 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติ
ราชการในหน่วยงานของฝ่ายนิติบัญญัติ (2) มี 14 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของฝ่ายบริหาร เช่น เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกระทรวง กรม หรือเทียบเท่าของฝ่ายบริหาร (3) มี 7 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของฝ่ายตุลาการ และ (4) มี 5
 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในฝ่ายวิชาการ

3.3  การพิสูจน์สมมติฐานของการศึกษาวิจัย

ในการพิสูจน์สมมติฐานของการศึกษาวิจัยทั้ง 2 ข้อต่อจากนี้ไป ได้ใช้ข้อมูลจากผลการวิจัยเอกสาร หรือจากคำวินิจฉัยที่ 1/2546 ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546  สรุปได้ว่า ผลการศึกษาวิจัยได้สนับสนุนหรือยืนยันสมมติฐานของการศึกษาวิจัย 1 ข้อ แต่ไม่อาจสนับสนุนหรือยืนยันอีก 1 ข้อ กล่าวคือ

1) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน  ที่ว่า “โครงสร้างหรือองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาและมีจำนวนแตกต่างกัน ย่อมทำให้ทิศทางของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกลุ่มข้างมาก” หมายความว่า โครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกาและผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ กลุ่มละ 5 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ 3 คน และมาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน มีส่วนสำคัญทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามความเห็นของนักกฎหมาย ผลการศึกษาวิจัยแสดงว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา และกลุ่มที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ที่มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น  แต่ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่า การที่
คำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันของแต่ละกลุ่มนั้นเกิดจากสาเหตุใด

2) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า “ประธานศาล
รัฐธรรมนูญมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
 หลังจากนำคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของประธานศาลรัฐธรรมนูญมาวิเคราะห์ พบว่า ถึงแม้ว่า นายกระมล ทองธรรมชาติ ประธานศาล
รัฐธรรมนูญ ได้ออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างมาก ในปี 2546 ครบทั้งหมด 52 เรื่อง ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่นอนและชัดเจนว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอิทธิพลเหนือกลุ่มเสียงข้างมากหรือเหนือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใด หรือประธานศาลรัฐธรรมนูญมี
อิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้เพียงว่า ประธานศาล
รัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่จะมีแนวคิดหรือมีคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างมากเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการแสดงหรือยืนยันให้ว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้แล้ว ในการศึกษาครั้งที่ 4 นี้ ยังมีสมมติฐานใหม่ที่ได้พิสูจน์อีก 3 ข้อ ดังนี้

3) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ" กล่าวคือ คำวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญในปี 2546 ที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมีจำนวน 19 เรื่อง ทุกเรื่องล้วนมีคะแนนเสียงว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญ (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ)
 ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) 

4) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายบริหาร" หมายความว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2546 ที่เกี่ยวกับการออกกฎหมายของฝ่ายบริหารซึ่งมีจำนวน 7 เรื่อง ทุกเรื่องล้วนมีคะแนนเสียงว่า ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ชอบด้วย
รัฐธรรมนูญ)
ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ)

5) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" หลังจากนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เฉพาะกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 มาศึกษาและวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์สมมติฐานข้อนี้ พบว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับมาตรา 295 ซึ่งมีจำนวน 5 เรื่อง ทุกเรื่องศาลรัฐธรรมนูญล้วนมีคะแนนเสียงว่า จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จ (ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงว่า ไม่จงใจยื่นบัญชีฯ (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่า คำวินิจฉัยของศาล
รัฐธรรมนูญ กรณีตามมาตรา 295 มีแนวโน้มที่ไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

3.4 การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัยและข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ปี 2541-2545

ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบครั้งนี้ ได้นำคำวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก คือ ตั้งแต่ปี 2541 ถึง สิ้นปี 2546 หรือตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2541 ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546 มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน รวมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 301 เรื่อง และคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญทั้งหมด 4,130 เรื่อง ทั้งนี้ มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งหรือเกี่ยวข้องกับ
คำวินิจฉัยในช่วงเวลาดังกล่าวรวม 23 คน การวิเคราะห์เปรียบเทียบแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัย และการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ

3.4.1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัย กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นหรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 นับแต่ปี พ.ศ. 2541-2546 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 24 เรื่อง แบ่งเป็น ปี 2543 จำนวน 7 เรื่อง, ปี 2544 จำนวน 3 เรื่อง, ปี 2545 จำนวน 9 เรื่อง, และปี 2546 จำนวน 5 เรื่อง เมื่อนำคำวินิจฉัยกรณีดังกล่าวมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน พบว่า

1) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมเป็นองค์คณะหรือเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยครบทั้ง 24 เรื่อง มี 1 คน คือ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ 23 เรื่อง, ไม่จงใจยื่นฯ /ยกคำร้อง 1 เรื่อง)

2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมเป็นองค์คณะหรือเข้าร่วมวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 24 เรื่อง มี 22 คน แต่มีเพียง 6 คน วินิจฉัยว่า “จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่น
บัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ” ทุกครั้งที่เข้าร่วมวินิจฉัย
ได้แก่

2.1) นายมงคล สระฏัน มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (เข้าร่วมวินิจฉัย 23 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 23 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 1 เรื่อง)

2.2) นายอุระ หวังอ้อมกลาง มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (เข้าร่วมวินิจฉัย 23 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 23 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 1 เรื่อง)

2.3) นายสุจิต บุญบงการ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 22 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 22 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 2 เรื่อง)

2.4) นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 4 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 4 เรื่อง)

2.5) นายประเสริฐ นาสกุล มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัยครบทั้ง 10 เรื่องก่อนพ้นวาระเพราะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ ทั้ง 10 เรื่อง)

2.6) นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 4 เรื่อง ก่อนพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ ทั้ง 4 เรื่อง)

3.4.2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ประกอบด้วย 10 หัวข้อ ดังนี้

1) ประเภทของผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในปี 2541-2546 พบว่า ในจำนวนคำวินิจฉัย 301 เรื่อง ศาล (เช่น ศาลยุติธรรม ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลภาษีอากร ศาลล้มละลาย รวมทั้งศาลปกครอง) เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด จำนวน 147 เรื่อง (ร้อยละ 48.8) รองลงมาตามลำดับ เช่น (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องจำนวน 65 เรื่อง (ร้อยละ 21.6) เป็นต้น ส่วนผู้ยื่นคำร้องจำนวนน้อยที่สุด ได้แก่ (1) นายกรัฐมนตรี และ (2) คณะรัฐมนตรี โดยยื่นคำร้องในจำนวนเท่ากัน คือ 1 เรื่อง (ร้อยละ 0.3) สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และอัยการสูงสุด ยังไม่เคยยื่นคำร้องแม้แต่เรื่องเดียว

2) จำนวนประเด็นหลักของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มี 1 ประเด็นหลักมากที่สุด จำนวน 227 เรื่อง (ร้อยละ 75.4) รองลงมาตามลำดับ คือ มี 2 ประเด็นหลัก จำนวน 58 เรื่อง (ร้อยละ 19.3), มี 3 ประเด็นหลัก จำนวน 10 เรื่อง (ร้อยละ 3.3) และมี 4 ประเด็นหลัก 6 เรื่อง (ร้อยละ 2.0)

3) ประเภทของปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 5 ประเภท ปรากฏว่า ปัญหาการตรวจสอบกฎหมายมีมากที่สุด คือ จำนวน 176 เรื่อง (ร้อยละ 58.5) รองลงมา เช่น ปัญหาองค์กรหรือพรรคการเมือง มีจำนวน 61 เรื่อง (ร้อยละ 20.3) ปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 35 เรื่อง (ร้อยละ 11.6) ปัญหาบุคคลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีจำนวน 28 เรื่อง (ร้อยละ 9.3) เป็นต้น

4) แนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า
4.1) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย  คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 7.0 : 1

4.2) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วย
รัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 1.3 : 1

4.3) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาบุคคลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วย
รัฐธรรมนูญน้อยกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในอัตราส่วน 0.2 : 1

4.4) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาองค์กร หรือพรรคการเมือง คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 12.0 : 1

5) คำวินิจฉัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยครบทั้ง 301เรื่อง มีจำนวน 5 คน ทั้งหมดล้วนมาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา อันได้แก่ (1) นายจุมพล ณ สงขลา (2) นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ (3) นายมงคล สระฏัน (4) นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ และ (5) นายอุระ
หวังอ้อมกลาง ได้มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันจำนวน 205 เรื่อง
 (ร้อยละ 68.1)

ผลการวิจัยเอกสารส่วนนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับผลการวิจัยในอดีต ที่ แสดงและยืนยันให้เห็นแต่เพียงว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลุ่ม 5 คนที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกานี้ มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในจำนวนมากน้อยเพียงใดเท่านั้น ผลการวิจัยเอกสารครั้งนี้ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่าการที่คำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันของแต่ละกลุ่มนั้นเกิดจากสาเหตุใด เช่น (1) เกิดจากการมีเหตุผลเหมือนกันหรือทำนองเดียวกัน หรือ (2) เกิดจากการมีที่มาจากแหล่งเดียวกันหรือมาจากความเชี่ยวชาญสาขาเดียวกัน เป็นต้น

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 18 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 301 เรื่อง นั้น ไม่อาจวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ เนื่องจากข้อมูลหรือตัวเลขมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนคำวินิจฉัย และช่วงเวลาการดำรงตำแหน่ง

6) การเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย เฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยครบทั้ง 301 เรื่อง นั้น มีนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เพียงคนเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะน้อยที่สุด คือ เพียง 4 เรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้เข้าร่วม “ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย” จำนวน 2 เรื่อง ในขณะที่นายจุมพล ณ สงขลา ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด จำนวน 33 เรื่อง โดยไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย “ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย” มากที่สุด คือ 24 เรื่อง สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 301 เรื่อง ปรากฏว่า นายอมร รักษาสัตย์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด จำนวน 36 เรื่อง จากจำนวนคำวินิจฉัยทั้งหมด 172 เรื่อง โดยไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย “ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย” มากที่สุด คือ 25 เรื่อง

7) คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า มติไม่เป็นเอกฉันท์ มีจำนวน 171 เรื่อง (ร้อยละ 56.8) ซึ่งมากกว่ามติเป็นเอกฉันท์ ที่มีจำนวน 130 เรื่อง (ร้อยละ 43.2) ทั้งนี้ ไม่มีมติที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน

8) ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา
แต่ละเรื่อง
ปรากฏว่า

8.1) ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาจนแล้วเสร็จมากที่สุด คือ 12 เดือนขึ้นไป มีจำนวน 69 เรื่อง (ร้อยละ 23.0) รองลงมา คือ 3-4 เดือน มีจำนวน 40 เรื่อง (ร้อยละ 13.3) และ ต่ำกว่า 1 เดือน มีจำนวน 29 เรื่อง (ร้อยละ 9.6) ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 2-3 เดือน เป็นต้น และหากนำระยะเวลาตั้งแต่ ต่ำกว่า 1 เดือน ถึง 5-6 เดือน มารวมกัน พบว่า ในจำนวนปัญหาหรือคำร้องที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยรวม 301 เรื่อง ปัญหาหรือคำร้องส่วนใหญ่จำนวน 161 เรื่อง (ร้อยละ 53.5) ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการพิจารณาวินิจฉัยไม่เกิน 5-6 เดือน

8.2) คำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยน้อยที่สุด มี 2 เรื่อง ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 1/2541 (วันที่ 23 พฤษภาคม 2541) ส.ส. 90 คน กับ พระราชกำหนดจำนวน 4 ฉบับ และคำวินิจฉัยที่ 26/2543 (วันที่ 22 มิถุนายน 2543) คณะ
รัฐมนตรี กับ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาฯ
ทั้ง 2 เรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียงพิจารณาวินิจฉัยเรื่องละ 2 วัน สำหรับคำวินิจฉัยที่ใช้เวลาน้อยรองลงมา เช่น คำวินิจฉัยที่ 6/2543 ใช้เวลา 5 วัน, คำวินิจฉัยที่ 32/2546 ใช้เวลา 6 วัน, และคำวินิจฉัยที่ 3/2542 ใช้เวลา 7 วัน เป็นต้น

8.3) คำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุดมี 1 เรื่อง คือ คำวินิจฉัยที่ 48/2545 (วันที่ 12 กันยายน 2545) นายราเชนทร์ เรืองทวีป กับ ประมวลรัษฎากรฯ ใช้เวลา 2 ปี 5 เดือน 14 วัน รองลงมา คือ คำวินิจฉัยที่ 62/2545 (วันที่ 17 ธันวาคม 2545) นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับ พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยฯ ใช้เวลา 2 ปี 4 เดือน 20 วัน

         9) คำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน แบ่งเป็น คำวินิจฉัยที่ไม่ได้วาง
บรรทัดฐาน จำนวน 156 เรื่อง (ร้อยละ 51.8) และคำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน จำนวน 145 เรื่อง (ร้อยละ 48.2)

10) การพิสูจน์สมมติฐาน เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบการพิสูจน์
สมมติฐานในการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-4 รวม 4 ครั้ง ซึ่งครอบคลุมคำวินิจฉัยปี 2541-2546 ผลของการพิสูจน์สมมติฐานสรุปได้ว่า การศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มีสมมติฐาน 4 ข้อเท่ากัน และผลการพิสูจน์สมมติฐานก็เป็นในทิศทางเดียวกัน ขณะที่การศึกษาวิจัย ครั้งที่ 3 มีสมมติฐาน 2 ข้อ และผลการพิสูจน์สมมติฐานของ 2 ข้อนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 เช่นกัน สำหรับการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ เฉพาะ 2 ข้อ (ยังมีสมมติฐานใหม่อีก 3 ข้อ) ที่มีสมมติฐานเหมือนกับสมมติฐานครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ที่ผ่านมานั้น และผลการพิสูจน์สมมติฐานของ 2 ข้อนั้น ก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสมมติฐานที่ผ่านมานั้น สรุปได้ว่า

10.1) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า  “โครงสร้างหรือองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาและมีจำนวนแตกต่างกันย่อมทำให้ทิศทางของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกลุ่มข้างมาก” หมายความว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา และกลุ่มที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ที่มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น หรือตามความเห็นของนักกฎหมาย  แต่ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่าการที่คำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันของแต่ละกลุ่มนั้นเกิดจากการมีที่มาจากการศึกษา การทำงาน  มาจากแหล่งเดียวกัน  หรือมาจากความเชี่ยวชาญสาขาเดียวกัน หรือเกิดจากสาเหตุใด (เป็นสมมติฐานของการศึกษาวิจัย
ครั้งที่ 1-4 ทุกครั้ง)

10.2) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า “ภูมิหลังที่แตกต่างกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลต่อทิศทางของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เช่น ภูมิหลังที่เกี่ยวกับอายุ การต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมในสังคมอย่างชัดเจน ประสบการณ์ในการทำงาน ตลอดทั้งปรัชญาและแนวคิดทางกฎหมายและรัฐศาสตร์ของ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อาจจำแนกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม และ
ประชานิยม (เป็นสมมติฐานของการศึกษาวิจัย เฉพาะครั้งที่ 1-2 เท่านั้น)

10.3) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองของประเทศ” เช่น มีส่วนช่วยพัฒนาประชาธิปไตยและปฏิรูปการเมือง พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ และปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน (เป็นสมมติฐานของการศึกษาวิจัย เฉพาะครั้งที่ 1-2 เท่านั้น)

10.4) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐานที่ว่า “ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” และ "ถึงแม้ว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญ (1) ได้ออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างมากเป็นส่วนใหญ่ (ดังกรณีของนายประเสริฐ นาสกุล) หรือ (2) ได้ออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างน้อยเป็นส่วนใหญ่ (ดังกรณีของนายอิสสระนิติทัณฑ์ประภาศ) หรือ (3) ได้ออกเสียงอยู่ฝ่ายเสียงข้างมากทั้งหมด (กรณีของนายกระมล ทองธรรมชาติ) ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่นอนและชัดเจนว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอิทธิพลเหนือกลุ่มเสียงข้างมากหรือเหนือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใด หรือมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่า ประธานศาล
รัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่จะมีแนวคิดหรือมีคำวินิจฉัยที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างมากเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น" 
(เป็นสมมติฐานของการศึกษาวิจัย
ครั้งที่ 1-4 ทุกครั้ง)

10.5) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ"
 (เป็น
สมมติฐานใหม่ของการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4)

10.6) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายบริหาร" (เป็นสมมติฐานใหม่ของการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4)

            10.7) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐาน 
ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเอื้ออำนวยต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตามมาตรา 295 มีแนวโน้มที่ไม่
เอื้ออำนวยต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
(เป็นสมมติฐานใหม่ของการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4)

4. ข้อเสนอแนะ

กล่าวในภาพรวมได้ว่า ข้อเสนอแนะส่วนใหญ่ต่อจากนี้ไป จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ได้เคยเสนอแนะไว้แล้วในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันนี้
เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยออกมาในทิศทางที่ไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จำนวนคำวินิจฉัยและจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ อย่างน้อยจะมีส่วนช่วยยืนยัน เพิ่มน้ำหนัก และเพิ่มความมั่นใจในผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาและในครั้งนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีผลการศึกษาวิจัยที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากที่ได้เคยศึกษาวิจัยมาแล้วอีกด้วย

เมื่อผลการศึกษาวิจัยในอดีตและครั้งนี้ไม่แตกต่างกันมาก ทำให้ในบางกรณีจำเป็นต้องนำข้อเสนอแนะเดิมมาเสนอไว้เท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ดี ได้มีข้อเสนอแนะอื่นเพิ่มเติมไว้ด้วย ทั้งนี้ ได้มุ่งเน้นเพื่อให้สามารถนำข้อเสนอแนะไปใช้เสริมหรือชี้นำสำหรับแก้ไขปัญหาสำคัญ 3 ส่วน ซึ่ง
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ อันได้แก่ (1) ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ (2) ปัญหาที่เกิดจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ไม่ชัดเจนและไม่เหมาะสม รวมทั้ง (3) ปัญหาที่เกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยส่วนบุคคลบางเรื่องในอดีตที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการเมือง และการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ

เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาดังกล่าว หัวข้อการเสนอแนะจึงจัดแบ่งเป็น 3 ส่วนเช่นเดียวกัน คือ (1) แนวทางการพัฒนาโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ (2) แนวทางการพัฒนาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ (3) แนวทางการพัฒนาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญ จึงควรดำเนินการพร้อมกันไปตามความเหมาะสม

4.1 แนวทางการพัฒนาโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

เป็นข้อเสนอแนะที่มุ่งพัฒนาที่ระบบหรือโครงสร้างใหญ่ที่รวมโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ไว้ด้วยกัน เพราะทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงและชัดเจนว่าจะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองหรือไม่เพียงใด ข้อเสนอแนะในแต่ละเรื่อง มีดังต่อไปนี้

4.1.1 แนวทางการพัฒนาโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มากขึ้น คือ ควรปรับเปลี่ยนจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังคงให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย 15 คนเช่นเดิม แต่เพิ่มจำนวนผู้
ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เป็น 5
 คน เท่ากับจำนวนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจาก
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และไม่ควรมีตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญที่มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 
เนื่องจากทุกวันนี้ปริมาณงานของศาล
ปกครองมีเพิ่มมากขึ้นและมีคดีคั่งค้างมาก ทั้งนี้ ควรประชาสัมพันธ์แสดงเหตุผล หรืออาจทำ
ประชาพิจารณ์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว

4.1.2 แนวทางการพัฒนาอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปในทำนองเดียวกับที่ได้เสนอแนะไว้แล้วในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 ซึ่งจำเป็นต้องเสนอไว้อีกเพราะยังไม่มีการดำเนินการเกิดขึ้น สรุปได้ว่า

1) ควรจัดการอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นหมวดหมู่และชัดเจนขึ้น

2) ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ภายใต้เงื่อนไข เช่น ต้องเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ต่อสังคม หรือประชาชนโดยรวม

3) ควรมีแนวโน้มการตีความขอบเขตอำนาจของตนในทิศทางกว้างโดยครอบคลุมสังคมไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยและสภาพแวดล้อม

4.2 แนวทางการพัฒนาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

4.2.1 ควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง เพราะศาลรัฐธรรมนูญควรมีอำนาจหน้าที่เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง
เท่านั้น อำนาจหน้าที่ดังกล่าวควรเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

4.2.2 ควรดำเนินการโดยแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยการขยายความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชัดเจน เช่น ถ้อยคำที่ว่า (1) "บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ" มาตรา 266 (2)
"องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ" ตามมาตรา 266, (3) "ต้องคำพิพากษาให้จำคุก" ตามมาตรา 264, (4) "ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" มาตรา 198, (5) การส่งคำโต้แย้ง ความเห็น หรือเอกสารของ
คู่ความตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 264 เพื่อป้องกันการถ่วงเวลาด้วยการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย, (6)
 สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 121 ต้องได้รับการเลือกตั้งถูกต้องครบทั้ง 200 คนก่อนเท่านั้น จึงจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่ถึง 200 คน ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้, และ (7) "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ตามมาตรา 268 ผลผูกพันดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ
องค์กรเท่านั้น หรือครอบคลุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนด้วย เพราะถ้าครอบคลุมด้วยก็จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วางบรรทัดฐานไว้แล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก

4.3 แนวทางการพัฒนาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางการพัฒนาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรดำเนินการพร้อมกันไปทั้ง 2 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาที่ระบบหรือหลักเกณฑ์ และการพัฒนาโดยประชาชน แต่ละส่วนดังกล่าวนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

4.3.1 การพัฒนาที่ระบบหรือหลักเกณฑ์  ที่สำคัญคือ

1) กระบวนการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กร เช่น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาล
ปกครองสูงสุด  ตลอดทั้งวุฒิสภา  ควรมีหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกภายในที่ชัดเจนบริสุทธิ์ยุติธรรม เปิดเผย ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่าย
นิติบัญญัติ และเปิดโอกาสให้ตรวจสอบได้

2) ในกระบวนการสรรหาบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้ด้วย อันได้แก่ ประวัติการปฏิบัติงานเพื่อสังคม และควรพิจารณาถึงโยงใยหรือชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลของผู้เข้ารับการคัดเลือกเป็นตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเคลือบแคลงสงสัยที่จะเกิดขึ้นได้

  3) ควรมีมาตรการเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตนเองให้แล้วเสร็จก่อนลงมติเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

4) ไม่ควรหลีกเลี่ยงการพิจารณาประเด็นหลัก หรือวินิจฉัยให้ยกคำร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจถือได้ว่าเป็นการแขวนหรือหลีกเลี่ยงการวินิจฉัย เพราะไม่อยากเสี่ยง หรือไม่แน่ใจว่าจะไปกระทบผลประโยชน์ของบุคคลหรือหน่วยงานบางกลุ่ม

5) เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และเป็นตัวอย่างหรือเป็นแบบอย่างให้
องค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นได้นำไปปฏิบัติตาม (1) ควรระบุวันที่ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณระยะเวลาพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่องได้ (2) ควรระบุคะแนนเสียงฝ่ายเสียงข้างมากและฝ่ายเสียงข้างน้อยไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง และ (3) ควรมีการบันทึกและรวบรวมข้อมูลไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อแสดงถึงเหตุผลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยไว้ทุกเรื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย

6) ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรห่างจากประชาชน ความเป็นสถาบันหรือระบบภายในศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มทำให้ศาลรัฐธรรมนูญห่างไกลประชาชนเพิ่มมากขึ้น

7) ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งจัดทำและประกาศใช้ ประมวลจริยธรรมของ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

4.3.2 การพัฒนาโดยประชาชน  ในส่วนของประชาชน อาจดำเนินการโดย

1) เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ดูแล และช่วยตรวจสอบการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง

\) ร่วมมือกันเรียกร้องและดำเนิการให้กระบวนการสรรหาตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงมาทุกฝ่าย

3) ในทางวิชาการอาจสนับสนุนให้ศึกษาวิจัย หรือพิสูจน์สมมติฐาน ดังนี้

1) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่มากเกินไป

2) ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรมีอำนาจหน้าที่สั่งยุบพรรคการเมือง

3) กระแสสังคมหรือแรงกดดันจากมวลชนมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

4) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง

5) ผลกระทบที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับหลังจากมีคำวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายการเมือง

P P P P P