โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง
การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 4"
(คำวินิจฉัยที่ 1/2546
ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546 รวม 52 เรื่อง)วิรัช วิรัชนิภาวรรณ
(หากมีส่วนใดของบทความไม่ชัดเจน ติดต่อขอรับฟรี ได้ทาง
email: wiruch@wiruch.com หรือ wirmail@wiruch.com)
1. บทนำ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นด้วยความสำคัญดังกล่าวนำมาสู่โครงการศึกษาวิจัยนี้ เริ่มจากในช่วงปี 2544-2545 เป็นเวลา 1 ปีเต็มที่คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1 (จัดพิมพ์ปี 2545)" ซึ่งประกอบด้วยคำวินิจฉัยปี 2541-2543 ช่วงแรก หรือตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2541 ถึง คำวินิจฉัยที่ 31/2543 รวม 101 เรื่อง ทั้งหมดนี้ได้จัดพิมพ์ไว้ในเล่มเดียว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิอาเซีย และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน คณะผู้ศึกษาวิจัยยังได้รับทุนและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทำวิจัยเรื่องเดียวกันนี้อีก โดยในช่วงปี 2545-2546 คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 2 (จัดพิมพ์ปี 2546) ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันและจัดพิมพ์ไว้ใน 4 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 32/2543 ถึง คำวินิจฉัยที่ 51/2544 รวม 84 เรื่อง ต่อมาในช่วงปี 2546-2547
คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 3 (จัดพิมพ์ปี 2547) ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันและจัดพิมพ์ไว้ใน 3 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2545 ถึง คำวินิจฉัยที่ 64/2545 รวม 64 เรื่อง จนกระทั่งในช่วงปี 2547-2548 นี้ คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ทำโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 (จัดพิมพ์ในปี 2548) ต่ออีก และจะจัดพิมพ์ไว้ใน 3 เล่ม เริ่มตั้งแต่คำวินิจฉัยที่ 1/2546 ถึง คำวินิจฉัยที่ 52/2546 รวม 52 เรื่อง2. วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด และระเบียบวิธีศึกษา
แบ่งย่อยเป็น 3 หัวข้อ ตามลำดับ2.1 วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4
นี้ ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ได้กำหนดไว้ในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 กล่าวคือ (1) วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 ทุกเรื่อง (2) วิเคราะห์ภูมิหลังของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3) เสนอแนะผลการศึกษาวิจัยที่สามารถใช้เสริมหรือช่วยพัฒนาศาลรัฐธรรมนูญ (4) จัดทำตารางสรุปคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 รวม 52 เรื่อง เพื่อใช้ค้นคว้าอ้างอิงทางทั้งหมดนี้ เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนึ่ง ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งเน้นกฎหมายมหาชน สอง สร้าง2.3 โครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ มีระเบียบวิธีศึกษาวิจัย (research methodology) ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเอกสาร หรือนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง (fact) จากเอกสาร เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาวิเคราะห์ การศึกษาวิจัยตลอดโครงการครั้งนี้ใช้เวลา 12 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึง 31 มีนาคม 2548 โครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ จะได้นำเสนอในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อไป และหลังจากนั้นจะจัดพิมพ์ผลการสัมมนาไว้ในเล่มต่อไป
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ในที่นี้จึงเรียก คำวินิจฉัยกลาง หรือคำวินิจฉัยรวมของศาล
รัฐธรรมนูญ ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเรียก คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ว่า คำวินิจฉัยส่วนบุคคล
3. เนื้อหาสาระสำคัญ
ได้จัดแบ่งให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ขอบเขต และสมมติฐานของการศึกษาวิจัยครั้งนี้โดยแบ่งเป็น 4 ข้อ ดังนี้ (1) การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2546 จำนวน 52 เรื่อง (2) การวิเคราะห์ภูมิหลังของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3)การพิสูจน์สมมติฐานของการศึกษาวิจัย และ (4) การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัยและข้อมูล3.1.3 มาตราที่ผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
จากจำนวน3.1.4 จำนวนประเด็นหลักของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นหลักของ
3.1.5 ประเภทของปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
เป็นปัญหาการ
(โดยไม่รวม อื่น ๆ) มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและยังแสดงให้เห็นแนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญมีดังนี้
1) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย" (เช่น กฎหมายหรือร่างกฎหมายที่พิจารณาวินิจฉัยนั้นไม่ขัดหรือแย้งต่อ
รัฐธรรมนูญ) คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 8.2 : 1
2) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 6.4 : 1
3) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาบุคคลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญน้อยกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 1 : 2.9
4) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย "ปัญหาองค์กร หรือพรรคการเมือง" คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 4.6 : 1
3.1.7 คำวินิจฉัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผลการวิจัยเอกสารส่วนนี้แสดงให้เห็นแต่เพียงว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละกลุ่มมีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในจำนวนเท่าใดเท่านั้นโดยไม่อาจแสดงถึงสาเหตุที่ทำให้คำวินิจฉัยของแต่ละกลุ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ไม่อาจบอกได้ว่า มีสาเหตุมาจาก (1) การมีเหตุผลเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันหรือ (2) การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
3.1.9 คำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับฝ่ายเสียงข้างมาก เป็นการศึกษาวิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยส่วนบุคคลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนและแต่ละเรื่องได้วินิจฉัยหรือออกเสียงอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก หรือฝ่ายเสียงข้างน้อยและอื่น ๆ เช่น ยกคำร้อง ข้อมูลจากการวิจัยเอกสารในส่วนนี้ อย่างน้อยจะมีส่วนช่วยทำให้เห็นแนวทางหรือทิศทางคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนว่าอยู่กับฝ่ายเสียงข้างมากหรือฝ่ายเสียงข้างน้อยมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่า ในบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปี 2546และมีจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งครบทั้ง 52 เรื่อง
จำนวน 10 คน นั้น3.1.10 การเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย
ผลจากการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2546 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน ได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด นายมงคล สระฏัน มาจาก ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยมากส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุด คือ นายอมร รักษาสัตย์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ โดยไม่ได้เข้าร่วมจำนวน 15 เรื่อง (จากจำนวนคำวินิจฉัยในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งทั้งหมด 49 เรื่อง ในปี 2546 ก่อนพ้นจากตำแหน่ง
เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์) เหตุผลสำคัญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย คือ ป่วย สำหรับคำวินิจฉัยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 44/2546 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2546) ประธานรัฐสภา กับ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยนี้เป็นปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 6 คน
รองลงมา คือ คำวินิจฉัยที่ 6, 7, 19/2546 มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 3 คนเท่ากัน
เหตุผลของการไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนในแต่ละเรื่อง คณะผู้ศึกษาวิจัยไม่อาจนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์ แต่โดยทั่วไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดประชุมหรือไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยเรื่องใด จะแจ้งต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญพร้อมเหตุผล แต่ข้อมูลดังกล่าวที่เป็นทางการไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้ได้ข้อมูลหรือเหตุผลเกี่ยวกับการไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ การศึกษาจากรายงานการประชุม รวมทั้งการสัมภาษณ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน
3.1.11 คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ในคำวินิจฉัย 52 เรื่อง คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ มติเป็นผลการศึกษาและวิเคราะห์ปรากฏว่า ในปี 2546 คะแนนเสียงขององค์คณะของ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 52 เรื่องนั้น แบ่งเป็น มติเป็นเอกฉันท์ 29
3.1.12 ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาแต่ละเรื่อง ในปี 2546 ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาจนแล้วเสร็จมากที่สุด คือ 12 เดือนขึ้นไป มีจำนวน 28 เรื่อง (ร้อยละ 53.9) รองลงมา เช่น 1-2 เดือน มีจำนวน 5 เรื่อง
(ร้อยละ 9.6) เป็นต้น ส่วนคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยน้อยที่สุด มี 1 เรื่อง ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 32/2546 (วันที่ 22 กันยายน 2546) สมาชิกสภาผูแทนราษฎร กับ การพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายฯ ใช้เวลาเพียง 6 วัน คำวินิจฉัยที่ใช้เวลาน้อยรองลงมา คือ 1-2 เดือน มี 5 เรื่อง เช่น คำวินิจฉัยที่ 19/2546 (วันที่ 22 พฤษภาคม 2546) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กับ อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 1 เดือน 4 วัน เป็นต้น
3.1.13 ระยะเวลาระหว่างวันประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับวันประกาศคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อศึกษาระยะเวลาระหว่างวันประกาศในส่วนของการศึกษา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 17 คน (1) ล้วนสำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยบางคนสำเร็จ 2 ปริญญา หรือ 3 ปริญญา (2) มี 8 คน สำเร็จ
เนติบัณฑิตไทย (นบ.ท.) (3) มี 6 คน สำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดระดับปริญญาโท และ (4) มี 4 คน สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาเอก
สำหรับประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการ (1) มี 2 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติ
ราชการในหน่วยงานของฝ่ายนิติบัญญัติ (2) มี 14 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของฝ่ายบริหาร เช่น เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกระทรวง กรม หรือเทียบเท่าของฝ่ายบริหาร (3) มี 7 คน เคยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของฝ่ายตุลาการ และ (4) มี 5
2) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า
ประธานศาล3) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญสนับสนุนการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ"
กล่าวคือ คำวินิจฉัยของศาล3.4.1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบคำวินิจฉัย กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นหรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
นับแต่ปี พ.ศ. 2541-2546 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 24 เรื่อง แบ่งเป็น ปี 2543 จำนวน 7 เรื่อง, ปี 2544 จำนวน 3 เรื่อง, ปี 2545 จำนวน 9 เรื่อง, และปี 2546 จำนวน 5 เรื่อง เมื่อนำคำวินิจฉัยกรณีดังกล่าวมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน พบว่า 1) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมเป็นองค์คณะหรือเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยครบทั้ง 24 เรื่อง มี 1 คน คือ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ 23 เรื่อง, ไม่จงใจยื่นฯ /ยกคำร้อง 1 เรื่อง) 2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้าร่วมเป็นองค์คณะหรือเข้าร่วมวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 24 เรื่อง มี 22 คน แต่มีเพียง 6 คน วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่น2.1) นายมงคล สระฏัน มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (เข้าร่วมวินิจฉัย 23 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 23 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 1 เรื่อง)
2.2) นายอุระ หวังอ้อมกลาง มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา (เข้าร่วมวินิจฉัย 23 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 23 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 1 เรื่อง)
2.3) นายสุจิต บุญบงการ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 22 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 22 เรื่อง, ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย 2 เรื่อง)2.4) นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 4 เรื่อง, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ และ จงใจยื่นบัญชีฯ อันเป็นเท็จฯ ทั้ง 4 เรื่อง)
2.5) นายประเสริฐ นาสกุล มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัยครบทั้ง 10 เรื่องก่อนพ้นวาระเพราะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ ทั้ง 10 เรื่อง)
2.6) นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ (เข้าร่วมวินิจฉัย 4 เรื่อง ก่อนพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก, วินิจฉัยว่า จงใจไม่ยื่นฯ ทั้ง 4 เรื่อง) 3.4.2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลตัวเลขที่สำคัญ ประกอบด้วย 10 หัวข้อ ดังนี้ 1) ประเภทของผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในปี 2541-2546 พบว่า ในจำนวนคำวินิจฉัย 301 เรื่อง ศาล (เช่น ศาลยุติธรรม ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลภาษีอากร ศาลล้มละลาย รวมทั้งศาลปกครอง) เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด จำนวน 147 เรื่อง (ร้อยละ 48.8) รองลงมาตามลำดับ เช่น (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องจำนวน 65 เรื่อง (ร้อยละ 21.6) เป็นต้น ส่วนผู้ยื่นคำร้องจำนวนน้อยที่สุด ได้แก่ (1) นายกรัฐมนตรี และ (2) คณะรัฐมนตรี โดยยื่นคำร้องในจำนวนเท่ากัน คือ 1 เรื่อง (ร้อยละ 0.3) สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และอัยการสูงสุด ยังไม่เคยยื่นคำร้องแม้แต่เรื่องเดียว 2) จำนวนประเด็นหลักของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มี 1 ประเด็นหลักมากที่สุด จำนวน 227 เรื่อง (ร้อยละ 75.4) รองลงมาตามลำดับ คือ มี 2 ประเด็นหลัก จำนวน 58 เรื่อง (ร้อยละ 19.3), มี 3 ประเด็นหลัก จำนวน 10 เรื่อง (ร้อยละ 3.3) และมี 4 ประเด็นหลัก 6 เรื่อง (ร้อยละ 2.0)3) ประเภทของปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จำนวน 5 ประเภท ปรากฏว่า ปัญหาการตรวจสอบกฎหมายมีมากที่สุด คือ จำนวน 176 เรื่อง (ร้อยละ 58.5) รองลงมา เช่น ปัญหาองค์กรหรือพรรคการเมือง มีจำนวน 61 เรื่อง (ร้อยละ 20.3) ปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีจำนวน 35 เรื่อง (ร้อยละ 11.6) ปัญหาบุคคลหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีจำนวน 28 เรื่อง (ร้อยละ 9.3) เป็นต้น
4) แนวโน้มคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า
4.1) เมื่อใดก็ตามที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย คำวินิจฉัยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทิศทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมากกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในอัตราส่วน 7.0 : 1
5) คำวินิจฉัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยครบทั้ง 301เรื่อง มีจำนวน 5 คน ทั้งหมดล้วนมาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา อันได้แก่ (1) นายจุมพล ณ สงขลา (2) นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ (3) นายมงคล สระฏัน (4) นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ และ (5) นายอุระ
หวังอ้อมกลาง ได้มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันจำนวน 205 เรื่อง
ผลการวิจัยเอกสารส่วนนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับผลการวิจัยในอดีต ที่ แสดงและยืนยันให้เห็นแต่เพียงว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลุ่ม 5 คนที่มาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกานี้ มีคำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันในจำนวนมากน้อยเพียงใดเท่านั้น ผลการวิจัยเอกสารครั้งนี้ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ว่าการที่คำวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางเดียวกันของแต่ละกลุ่มนั้นเกิดจากสาเหตุใด เช่น (1) เกิดจากการมีเหตุผลเหมือนกันหรือทำนองเดียวกัน หรือ (2) เกิดจากการมีที่มาจากแหล่งเดียวกันหรือมาจากความเชี่ยวชาญสาขาเดียวกัน เป็นต้น
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 18 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 301 เรื่อง นั้น ไม่อาจวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ เนื่องจากข้อมูลหรือตัวเลขมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำนวนคำวินิจฉัย และช่วงเวลาการดำรงตำแหน่ง 6) การเข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย เฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยครบทั้ง 301 เรื่อง นั้น มีนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เพียงคนเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะน้อยที่สุด คือ เพียง 4 เรื่องเท่านั้น โดยไม่ได้เข้าร่วม ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย จำนวน 2 เรื่อง ในขณะที่นายจุมพล ณ สงขลา ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด จำนวน 33 เรื่อง โดยไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย มากที่สุด คือ 24 เรื่อง สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงปี 2541-2546 และดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาของคำวินิจฉัยไม่ครบทั้ง 301 เรื่อง ปรากฏว่า นายอมร รักษาสัตย์ มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะมากที่สุด จำนวน 36 เรื่อง จากจำนวนคำวินิจฉัยทั้งหมด 172 เรื่อง โดยไม่ได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาการตรวจสอบกฎหมาย มากที่สุด คือ 25 เรื่อง 7) คะแนนเสียงขององค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า มติไม่เป็นเอกฉันท์ มีจำนวน 171 เรื่อง (ร้อยละ 56.8) ซึ่งมากกว่ามติเป็นเอกฉันท์ ที่มีจำนวน 130 เรื่อง (ร้อยละ 43.2) ทั้งนี้ ไม่มีมติที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน 8) ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา
แต่ละเรื่อง ปรากฏว่า
8.1) ระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาจนแล้วเสร็จมากที่สุด คือ 12 เดือนขึ้นไป มีจำนวน 69 เรื่อง (ร้อยละ 23.0) รองลงมา คือ 3-4 เดือน มีจำนวน 40 เรื่อง (ร้อยละ 13.3) และ ต่ำกว่า 1 เดือน มีจำนวน 29 เรื่อง (ร้อยละ 9.6) ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 2-3 เดือน เป็นต้น และหากนำระยะเวลาตั้งแต่ ต่ำกว่า 1 เดือน ถึง 5-6 เดือน มารวมกัน พบว่า ในจำนวนปัญหาหรือคำร้องที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยรวม 301 เรื่อง ปัญหาหรือคำร้องส่วนใหญ่จำนวน 161 เรื่อง (ร้อยละ 53.5) ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการพิจารณาวินิจฉัยไม่เกิน 5-6 เดือน
8.2) คำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยน้อยที่สุด มี 2 เรื่อง ได้แก่ คำวินิจฉัยที่ 1/2541 (วันที่ 23 พฤษภาคม 2541) ส.ส. 90 คน กับ พระราชกำหนดจำนวน 4 ฉบับ และคำวินิจฉัยที่ 26/2543 (วันที่ 22 มิถุนายน 2543) คณะ
รัฐมนตรี กับ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาฯ ทั้ง 2 เรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียงพิจารณาวินิจฉัยเรื่องละ 2 วัน สำหรับคำวินิจฉัยที่ใช้เวลาน้อยรองลงมา เช่น คำวินิจฉัยที่ 6/2543 ใช้เวลา 5 วัน, คำวินิจฉัยที่ 32/2546 ใช้เวลา 6 วัน, และคำวินิจฉัยที่ 3/2542 ใช้เวลา 7 วัน เป็นต้น
8.3) คำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาวินิจฉัยมากที่สุดมี 1 เรื่อง คือ คำวินิจฉัยที่ 48/2545 (วันที่ 12 กันยายน 2545) นายราเชนทร์ เรืองทวีป กับ ประมวลรัษฎากรฯ ใช้เวลา 2 ปี 5 เดือน 14 วัน รองลงมา คือ คำวินิจฉัยที่ 62/2545 (วันที่ 17 ธันวาคม 2545) นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ กับ พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยฯ ใช้เวลา 2 ปี 4 เดือน 20 วัน
9) คำวินิจฉัยที่วางบรรทัดฐาน แบ่งเป็น คำวินิจฉัยที่ไม่ได้วาง
10) การพิสูจน์สมมติฐาน เป็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบการพิสูจน์
สมมติฐานในการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-4 รวม 4 ครั้ง ซึ่งครอบคลุมคำวินิจฉัยปี 2541-2546 ผลของการพิสูจน์สมมติฐานสรุปได้ว่า การศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มีสมมติฐาน 4 ข้อเท่ากัน และผลการพิสูจน์สมมติฐานก็เป็นในทิศทางเดียวกัน ขณะที่การศึกษาวิจัย ครั้งที่ 3 มีสมมติฐาน 2 ข้อ และผลการพิสูจน์สมมติฐานของ 2 ข้อนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 เช่นกัน สำหรับการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 4 นี้ เฉพาะ 2 ข้อ (ยังมีสมมติฐานใหม่อีก 3 ข้อ) ที่มีสมมติฐานเหมือนกับสมมติฐานครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ที่ผ่านมานั้น และผลการพิสูจน์สมมติฐานของ 2 ข้อนั้น ก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสมมติฐานที่ผ่านมานั้น สรุปได้ว่า
10.5) ผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนและยืนยันสมมติฐาน ที่ว่า
10.7) ผลการศึกษาวิจัยไม่สนับสนุนหรือไม่ยืนยันสมมติฐาน
4. ข้อเสนอแนะ
กล่าวในภาพรวมได้ว่า ข้อเสนอแนะส่วนใหญ่ต่อจากนี้ไป จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ได้เคยเสนอแนะไว้แล้วในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 ภายใต้ชื่อเรื่องเดียวกันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาดังกล่าว หัวข้อการเสนอแนะจึงจัดแบ่งเป็น 3 ส่วนเช่นเดียวกัน คือ (1) แนวทางการพัฒนาโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ (2) แนวทางการพัฒนาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ (3) แนวทางการพัฒนาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะแต่ละส่วนล้วนมีความสำคัญ จึงควรดำเนินการพร้อมกันไปตามความเหมาะสม
4.1 แนวทางการพัฒนาโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอแนะที่มุ่งพัฒนาที่ระบบหรือโครงสร้างใหญ่ที่รวมโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ไว้ด้วยกัน เพราะทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงและชัดเจนว่าจะเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการปฏิรูปการเมืองหรือไม่เพียงใด ข้อเสนอแนะในแต่ละเรื่อง มีดังต่อไปนี้
4.1.1 แนวทางการพัฒนาโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มากขึ้น คือ ควรปรับเปลี่ยนจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยยังคงให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย 15 คนเช่นเดิม แต่เพิ่มจำนวนผู้
ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เป็น 5 คน เท่ากับจำนวนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจาก
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และไม่ควรมีตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญที่มาจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากทุกวันนี้ปริมาณงานของศาล
ปกครองมีเพิ่มมากขึ้นและมีคดีคั่งค้างมาก ทั้งนี้ ควรประชาสัมพันธ์แสดงเหตุผล หรืออาจทำ
ประชาพิจารณ์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว
4.1.2 แนวทางการพัฒนาอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปในทำนองเดียวกับที่ได้เสนอแนะไว้แล้วในโครงการศึกษาวิจัย ครั้งที่ 1-3 ซึ่งจำเป็นต้องเสนอไว้อีกเพราะยังไม่มีการดำเนินการเกิดขึ้น สรุปได้ว่า
1) ควรจัดการอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นหมวดหมู่และชัดเจนขึ้น2) ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ภายใต้เงื่อนไข เช่น ต้องเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ต่อสังคม หรือประชาชนโดยรวม
3) ควรมีแนวโน้มการตีความขอบเขตอำนาจของตนในทิศทางกว้างโดยครอบคลุมสังคมไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยและสภาพแวดล้อม
4.2 แนวทางการพัฒนาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
4.2.1 ควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง เพราะศาลรัฐธรรมนูญควรมีอำนาจหน้าที่เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง4.2.2
ควรดำเนินการโดยแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยการขยายความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชัดเจน เช่น ถ้อยคำที่ว่า (1) "บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ" มาตรา 266 (2)แนวทางการพัฒนาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรดำเนินการพร้อมกันไปทั้ง 2 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาที่ระบบหรือหลักเกณฑ์ และการพัฒนาโดยประชาชน แต่ละส่วนดังกล่าวนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
4.3.1 การพัฒนาที่ระบบหรือหลักเกณฑ์ ที่สำคัญคือ
1) กระบวนการคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กร เช่น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาล
ปกครองสูงสุด ตลอดทั้งวุฒิสภา ควรมีหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกภายในที่ชัดเจนบริสุทธิ์ยุติธรรม เปิดเผย ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่าย
นิติบัญญัติ และเปิดโอกาสให้ตรวจสอบได้
2) ในกระบวนการสรรหาบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้ด้วย อันได้แก่ ประวัติการปฏิบัติงานเพื่อสังคม และควรพิจารณาถึงโยงใยหรือชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลของผู้เข้ารับการคัดเลือกเป็นตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเคลือบแคลงสงสัยที่จะเกิดขึ้นได้
3) ควรมีมาตรการเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของตนเองให้แล้วเสร็จก่อนลงมติเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
4) ไม่ควรหลีกเลี่ยงการพิจารณาประเด็นหลัก หรือวินิจฉัยให้ยกคำร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจถือได้ว่าเป็นการแขวนหรือหลีกเลี่ยงการวินิจฉัย เพราะไม่อยากเสี่ยง หรือไม่แน่ใจว่าจะไปกระทบผลประโยชน์ของบุคคลหรือหน่วยงานบางกลุ่ม
5) เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และเป็นตัวอย่างหรือเป็นแบบอย่างให้
องค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นได้นำไปปฏิบัติตาม (1) ควรระบุวันที่ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณระยะเวลาพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่องได้ (2) ควรระบุคะแนนเสียงฝ่ายเสียงข้างมากและฝ่ายเสียงข้างน้อยไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่อง และ (3) ควรมีการบันทึกและรวบรวมข้อมูลไว้เป็นหมวดหมู่เพื่อแสดงถึงเหตุผลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยไว้ทุกเรื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย
7) ศาลรัฐธรรมนูญควรเร่งจัดทำและประกาศใช้ ประมวลจริยธรรมของ
4.3.2 การพัฒนาโดยประชาชน
ในส่วนของประชาชน อาจดำเนินการโดย1) เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ดูแล และช่วยตรวจสอบการปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง
\) ร่วมมือกันเรียกร้องและดำเนิการให้กระบวนการสรรหาตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงมาทุกฝ่าย
3) ในทางวิชาการอาจสนับสนุนให้ศึกษาวิจัย หรือพิสูจน์สมมติฐาน ดังนี้
1) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่มากเกินไป
2) ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรมีอำนาจหน้าที่สั่งยุบพรรคการเมือง
3) กระแสสังคมหรือแรงกดดันจากมวลชนมีอิทธิพลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
4) คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง
5) ผลกระทบที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับหลังจากมีคำวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายการเมือง
P P P P P